เทคโนโลยีงานถ่ายภาพและ Painting

ถ้าจะพูดถึงขอบเขตงานด้านศิลปะที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์นั้นอาจแบ่งได้หลายสาขาวิชา แต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันจนในบางครั้งอาจเรียกรวมกันเป็นสาขาวิชาเดียวกันก็ได้ หรือแม้แต่โปรเจ็คงานในสาขาหนึ่งๆ อาจจะต้องอาศัยทักษะของอีกสาขาวิชาหนึ่งเข้ามาใช้ในการทำงานนั้นๆ มากกว่าหนึ่งอย่างก็ได้ ซึ่งพอจะจำแนกแบบคร่าวๆ ได้ดังนี้

Digital Photography

การถ่ายภาพดิจิตอลถือเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญและช่วยปูพื้นฐานความเข้าใจหลักการในหลายๆเรื่อง เช่น การจัดองค์ประกอบภาพหรือองค์ประกอบศิลป์ การเลือกและจัดแหล่งที่มาของแสงแต่ละประเภท การจัดไฟสตูดิโอ การถ่ายทอดอารมณ์ของภาพ เหล่านี้เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานอื่นๆได้อีกหลายทางหลายสาขา เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้งานศิลปะแขนงอื่น ยิ่งปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอุปกรณ์ถ่ายภาพสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทำให้ช่างภาพสามารถเรียนรู้เทคนิคได้ทั้งทางด้าน Photography และ Cinematography ไปพร้อมๆ กันได้แม้มีกล้องดิจิตอลเพียงตัวเดียว การพัฒนาในด้านนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการ Retouch ตัดต่อภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

Digital Drawing/Painting

การวาดภาพและการลงสี ระบายสีภาพเป็นเหมือนทักษะพื้นฐานของงานศิลปะลำดับต้นๆ ที่เราพอจะนึกออกเมื่อพูดถึงวิชาศิลปะ ซึ่งหากจะแยกย่อยเป็นรูปแบบของการวาดแล้ว เราสามารถเลือกที่จะวาดได้ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกและทุกสรรพสิ่งที่เราสามารถจะจินตนาการออกได้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะถนัดและรักที่จะวาดแนวไหน ตัวอย่างเช่น การวาดภาพคน สัตว์ สถาปัตยกรรม ทิวทัศน์ ออกแบบสิ่งของ ผลิตภัณฑ์ วาดภาพการ์ตูน เป็นต้น การพัฒนาในด้านนี้จะนำไปสู่การพัฒนาในด้านการออกแบบกราฟฟิคทั้ง 2D และ 3D รวมถึงการตัดต่อหรือสร้างเอฟเฟ็คส์ให้กับงานวิดีโอ

Digital Sculpting

เป็นทักษะวิชาใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับความก้าวหน้าของโปรแกรมออกแบบงาน 3D เริ่มต้นเป็นที่รู้จักกันดีในนามของโปรแกรม Zbrush โปรแกรมที่เราสามารถทำให้เราปั้นงานโมเดลสามมิติในคอมพิวเตอร์ได้ ต่อมาค่าย Autodesk ก็ออกคู่แข่งที่ชื่อว่า Mudbox ซึ่งมีการทำงานและความสามารถที่ไม่ต่างกันมากนักแต่รูปลักษณ์ที่ดูจะเป็นมิตรมากกว่า การปั้นโมเดลในคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรมากนัก แต่เป็นหลักการที่ต่อยอดมาจากงานศิลปะว่าด้วยการปั้นการแกะสลัก เรียกได้ว่าคนที่มีทักษะในด้านการปั้นแล้ว ก็สามารถใช้งานหรือสร้างงานโมเดลด้วยโปรแกรมเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก ขอเพียงเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือต่างๆ ให้แม่นเท่านั้นเป็นพอ วิชาการปั้นจะนำไปใช้กับงาน 3D โมเดล และการตัดต่อเอฟเฟ็คส์ให้กับงานวิดีโอ

Digital Music/Sound Editing

วิชาที่ว่าด้วยเรื่องเสียงและเพลงซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเจาะจงเฉพาะนักแต่งเพลงหรือนักร้องเท่านั้นนะครับ รวมไปถึงนักออกแบบเสียงเอฟเฟ็คส์ หรือที่เราเรียก Sound Effects นั่นเอง การตัดต่องานเสียงไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบหรือซาวดน์เอฟเฟ็คส์นั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนทั่วไปจะเรียนรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่มีใจรักและไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลย ทักษะวิชาในด้านนี้จะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านตัดต่อประเภทมัลติมีเดีย รวมไปถึงการออกแบบเกมส์

Digital Video Editing

เป็นวิชาที่ว่าด้วยการตัดต่อ ตกแต่งงานวิดีโอให้ออกมาตามความต้องการ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการเรียบเรียง ประพันธ์และถ่ายทอดออกมาในรูปของภาพและเสียงนั่นเอง การที่จะสามารถถ่ายทอดสื่อสารออกมาได้ดีนั้น ผู้ตัดต่องานจำพวกนี้จะต้องมีทักษะในด้านการเล่าเรื่อง จิตวิทยาในการสื่อสารผ่านภาพและเสียง อารมณ์ของงานและเข้าใจธรรมชาติของผู้รับสารในแต่ละรูปแบบแต่ละประเภทด้วย ในขอบเขตของงานประเภทนี้บางงานอาจจะต้องมีการใช้ทักษะผสมผสานหรือประยุกต์ในด้านอื่นร่วมด้วย เช่น Photography/ Drawing / Painting/ รวมไปจนถึงงานด้านสามมิติมาผสมผสานเพื่อให้ได้งานที่แปลกใหม่ ฉะนั้นคนทำงานในลักษณะเช่นนี้จะต้องมีความพร้อม ไหวพริบในเชิงสร้างสรรค์ในการประยุกต์ใช้ศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้กับงานได้อย่างลงตัวและเหมาะสม

Digital Compositing

เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการออกแบบกราฟฟิคและเอฟเฟ็คส์ให้กับงานวิดีโอ ซึ่งในบางครั้งเรามักเรียกรวมๆ ว่าเป็น “การตัดต่อวิดีโอ” ซึ่งความจริงกระบวนการสร้างงานเอฟเฟ็คส์ในด้านวิดีโอนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น Motion Graphics ซึ่งเรามักจะเห็นกันในงานไตเติ้ลรายการ โฆษณาและภาพยนตร์ต่างๆ Visual Effects ซึ่งนำมาใช้งานตัดต่อภาพยนตร์และละคร รวมไปถึงการ์ตูนด้วย หากจะเปรียบเทียบกับกระบวนการตัดต่อวิดีโอที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การตัดต่อเปรียบเสมือนการเรียบเรียงเค้าโครงบทประพันธ์ ส่วนกระบวนการ Compositing เปรียบเสมือนการสร้างสีสันให้กับงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ผู้ที่ทำงานในส่วนนี้จะต้องประยุกต์ใช้ทักษะด้านต่างๆ ไม่ต่างไปจากกระบวนการตัดต่อ แต่ด้วยเอฟเฟ็คส์ที่เกี่ยวข้องมีความหลากหลายกว่ากระบวนการตัดต่อทั่วไป จึงอาจจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเจาะจงในเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ เช่น การใช้โปรแกรมสามมิติและรวมไปจนถึงสคริปต์ซึ่งเป็นภาษาด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

3D Modeling and Rendering

ถือเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความสามารถในหลายๆ ด้านประกอบกัน ทั้ง Drawing / Painting / Sculpting/ Photography / Cinematography และ Animation ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กระบวนการสร้างงานหนึ่งๆ หรือโปรเจ็คใดโปรเจ็คหนึ่งอาจแยกย่อยงานของแต่ละสาขาตามทักษะที่ต้องการในแต่ละประเภท เช่น งาน Design หรืองานออกแบบ งานขึ้นรูป หรือ Modeling งานกำกับภาพและจัดแสง งานโครงสร้าง Rigging และงานอนิเมชั่น เป็นต้น ฉะนั้นการทำงานในด้านนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันขององค์ความรู้หลายๆด้านประกอบกัน

การสร้างสรรค์งานศิลปะ 3 มิติ

หากศิลปินที่มีเทคนิคการเพนท์ด้วยสีน้ำมัน ด้วยฝีแปรงที่เป็นแบบเฉพาะของตนเอง มีความฉับไว บ่งบอกถึงความมั่นใจในการตัดสินใจในการลงแปรง ในแต่ละครั้ง คอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้ หรือศิลปินที่ใช้สีน้ำในการวาดภาพท้องทะเล ที่มีความอ่อนนุ่มของสี ในการประสาน ซืมผ่าน ระหว่างสีซึ่งกันและกัน เจ้าคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำงานได้เช่นเดียวกัน หรือศิลปินที่ชอบการวาดภาพด้วยเกรยองค์ แสดงออกถึงความมั่นใจในการลงแสง เงา เจ้าคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

หรือภาพอาคาร เมือง หรือบรรยากาศในแต่ละที่ ที่ศิลปินได้ถ่ายทอดออกมาให้ผู้ชมๆ ด้วยความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปในภาพ ประดุจกับความฝัน เจ้าคอมพิวเตอร์ก็สามารถสร้างภาพที่มีมิติ มีการเคลื่อนไหว ดึงสายตาของผู้ชมให้ตามเข้าไปสู่ความลึกของภาพ ลัดเลาะไปตามซอกมุมต่างๆ เกิดอารมณ์ที่เร้าใจ ตื่นตาตื่นใจ นั่นคือการสร้างสรรค์ผลงาน 3d หรือ 3 Dimension

ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์งานศิลปะ 3 มิติได้ส่งผลอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์หลากหลายด้าน กล่าวคือ 3D สามารถสร้างภาพจำลองเสมือนจริงที่สามารถนำมาประเมิน วิเคราะห์ หาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น การจำลองอวัยวะภาพในของมนุษย์ การจำลองงานสถาปัตยกรรม การจำลองการออกแบบผลิตภัณฑ์ ยานยนต์ เป็นต้น และมีประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้จากการทำงาน ในจอคอมพิวเตอร์ โดยใช้เครื่องยิงเลเซอร์บนผิวเรซินให้แข็งตัว จนก่อนรูปขึ้นตามแบบ หรือ การสร้างผลงาน 3D ในการทำภาพยนตร์การ์ตูน ที่ถ่ายทอดจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม อันส่งผลต่อทัศนคติ ความรู้สึก ต่อมนุษย์ และอาจจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คล้อยตามได้ ผู้สร้างสรรค์ผลงาน 3D Computer Graphic ควรจะมีทักษะในด้านใด?

ผู้สร้างสรรค์งาน 3D ควรจะมีพื้นฐานทางศิลปะแบบเดิมอยู่บ้าง เนื่องจากมีควมจำเป็นในการนำเอาความรู้พื้นฐานศิลปะมาใช้ ในเรื่องของความเข้าใจเรื่องสี องค์ประกอบศิลปะ เป็นต้น อาจจะจำแนกได้ดังนี้

1. พื้นฐานทางด้านวาดเส้น และ การร่างภาพ เทคนิค การวาดเส้น หรือการร่างภาพ มีส่วนในการทำงานในด้านการถ่ายทอดความคิด ให้ออกมาเป็นรูปธรรม ในเรื่องการวาดให้เห็นทัศนียภาพ แสงเงา สัดส่วนของรูป คน สัตว์ สิ่งของ หากผู้สร้างสรรค์มีพื้นฐานทางด้านศิลปะมามากพอ จะช่วยให้ผลงานมีคุณภาพมากขึ้น

2. การระบายสี การ ระบายสีมีความสำคัญในด้านการใช้สีที่ถูกต้อง สวยงาม ให้ให้แสงในภาพ การคำนึงถึงรูปร่าง รูปทรง การทำพื้นผิวให้มีความเหมือนจริง องค์ประกอบของภาพ

3. มุมมองการถ่ายภาพแบบภาพยนตร์ ความ รู้ทางด้านการถ่ายภาพจะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้นำเสนอมุมมองของภาพที่ น่าสนใจ การควบคุมแสง เงา สี และการจัดองค์ประกอบของภาพ

4. การถ่ายภาพนิ่ง ความรู้เรื่องการถ่ายภาพนิ่งช่วยให้ผู้สร้างสรรค์มีความเข้าใจเรื่องของ การสร้างภาพให้มีความชัดชึก ชัดตื้น แสง เงา การจัดองค์ประกอบภาพ การสร้างภาพเทคนิคพิเศษ

5. ประติมากรรม ความ รู้เรื่องประติมากรรมจะมีส่วนช่วยอย่างมากในเรื่องของมิติ หมายถึงก่อนการขึ้นรูปทรง 3 มิติในคอมพิวเตอร์หากผู้สร้างสรรค์งานได้ฝึกปั้นหุ่น หรือมีความสามารถทางด้านนี้ จะรู้ลักษณะทางกายภาพของหุ่น ตื้น ลึก หนา บาง ได้อย่างถ่องแท้ ลดเวลาในการสร้างภาพ 3 มิติในคอมพิวเตอร์ได้มาก

6. สถาปัตยกรรม สามารถ นำความรู้มาใช้ส่วนของการวางหุ่นในด้าน Plan, Front, Side, Perspective เช่น หากต้องการสร้างภาพของร้านกาแฟที่มีเคาท์เตอร์ โต็ะ เก้าอี้ โซฟา ดังนั้นผู้สร้างสรรค์ควรจะวางตำแหน่งของวัตถุต่างๆให้มีความเหมาะสม และสมจริง

ศิลปะในการถ่ายภาพกับมุมมองในแนวศิลป์

การเป็นนักถ่ายภาพที่ดีนั้นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่นึกถ่ายภาพบางคนยังขาดบางสิ่งบางอย่างไปจะว่าไปแล้ว ศิลปะในการถ่ายภาพนั้นมีเทคนิคอยู่หลายอย่างและบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าถ้าทำสิ่งเหล่านี้แล้ว จะทำให้การถ่ายภาพของเรานั้นมีคุณภาพมากขึ้นหรือ ทำให้ภาพที่เราถ่ายออกมานั้นดูแล้วมีมุมมองของภาพดีขึ้นกว่าเก่ามากอย่างเช่นการมีมุมมองที่แตกต่างไปจากผู้อื่น การที่คนเรานั้นมีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนอื่นนั้นเราถือว่าคนนั้นเป็นคนที่มีมุมมองในแนวศิลป์ โดยมีปรัชญาว่าด้วยศิลปะการมองดังนี้

การบันทึกภาพโดยทั่วไปต้องเริ่มจากการมอง หากเรามองเห็นบางสิ่งบางอย่างสะดุดตาสะดุดใจขึ้นมาและอยากบันทึกภาพเก็บไว้ขึ้นมา นั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการถ่ายภาพ นักถ่ายภาพที่ดีนั้นต้องมีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนธรรมดาเพราะนักถ่ายภาพที่ดีควรจะมีการมองวัตถุที่จะถ่ายภาพนั้นในหลาย ๆ มุม ซึ่งในแต่ละมุมมองของภาพนั้น ๆ ก็จะมีจุดเด่นของภาพที่แตกต่างกันออกไปไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น แสง, องค์ประกอบของภาพในเวลานั้น, กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่เรามีอยู่ในขณะนั้น การจินตนาการของคนแต่ละคนในเวลาที่มองภาพๆ เดียวกันไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องทำการมองอย่างไร เพราะสายตาคนเรานั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และถ้าเราอยากจะเป็นนักถ่ายภาพที่ดีนั้น ก่อนที่เราจะทำการกดชัดเตอร์ลงไป ควรมองภาพเหล่านั้นในหลาย ๆ มุมมองก่อน อย่าเพียงแต่มองเห็นจุดเด่นของภาพก็ทำการถ่ายภาพนั้นได้เลย ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการถ่ายภาพที่ยังใช้ไม่ได้ เพราะการถ่ายภาพจำเป็นต้องใช้เวลาในการมองภาพอย่างเพียงพอ ฉะนั้นเราควรที่จะหามุมต่าง ๆ เพื่อที่ว่าเราอาจจะเห็นมุมที่มีความลงตัวของภาพมากกว่าภาพแรกที่เรามองเห็นก็ได้

การที่เราเดินหามุมมองของภาพไปรอบ ๆ อาจจะทำให้เรามองเห็นมุมมองที่ดีกว่าที่เรามองเห็นครั้งแรก บางครั้งนักถ่ายภาพมือใหม่หลายคนอาจมองข้ามหรือไม่ก็ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากนัก ถ้าเราอยากจะเป็นนักถ่ายภาพที่ดีเราก็ควรจะเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยสรุปสำหรับนักถ่ายภาพลองเอาไปใช้ดู

1. การถกปัญหาเรื่องการถ่ายภาพควรคุยก่อนหรือหลังการถ่ายภาพ ไม่ควรคุยในขณะที่ออกไปทำการถ่ายภาพ
2. คิดให้รอบคอบให้มาก ๆ ก่อนที่ทำการกดชัดเตอร์ทุกครั้ง
3. ควรเน้นในเรื่องฉากหลังกับจุดเด่นของภาพ
4. อย่าลังเลในการถ่ายภาพในแต่ละครั้ง
5. ถ้าเป็นไปได้ควรออกไปถ่ายภาพคนเดียว
6. ควรหมั่นหยิบกล้องขึ้นมาทำการลองโฟกัสภาพในหลาย ๆ แบบ
7. ควรหัดมองภาพถ่ายต่าง ๆ แล้วพิจารณาว่าภาพนั้นต้องการสื่ออะไรให้กับคนที่ดูภาพนั้น
8. ควรศึกษาในเรื่องอารมณ์และสีของภาพ
9. ควรเรียนรู้กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพของเราที่มีอยู่ให้ชำนาญ

นักถ่ายภาพที่เป็นระดับโปรหรือมืออาชีพนั้น ไม่ได้มองภาพเพียงครั้งเดียวแล้วกดชัดเตอร์ทันที แต่ท่านเหล่านั้นมองด้วยจิตใจและพยายามที่จะมองแล้วดึงเอาสิ่งที่ซ่อนเร้นในวัตถุที่ถูกถ่ายออกมาให้ได้

การเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ใครๆก็อยากเป็น

ภาพถ่าย นับเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่องานในแต่ละประเภท ที่มีความแตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่กระทั้งตอนที่เราสมัครงานยังจำเป็นต้องใช้รูปถ่ายเลย จะเห็นได้เลยว่าอาชีพช่างถ่ายภาพ มีงานรองรับให้ทำอยู่มากมาย การถ่ายภาพได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถสร้างงานให้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย เนื่องจากในยุคปัจจุบันการถ่ายภาพเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของงานต่าง ๆ เช่น งานแฟชั่น งานนิตยสาร งานหนังสือ งานมงคล งานอวมงคลต่างๆ โดยเฉพาะงานแต่งงานได้รับความนิยมมากและสร้างเม็ดเงินจากการถ่ายภาพคู่แต่งงานหลักพันถึงหลักหมื่น นับว่าอาชีพช่างภาพเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนยุคใหม่อย่างมาก

การถ่ายภาพ นับเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุน เพราะถึงใครๆจะสามารถถ่ายภาพได้ง่ายๆด้วยกล้องดิจิตอลทั่วไปที่ปัจจุบันราคาถูกลงกว่าเดิมมากหาซื้อได้ง่าย หรือการใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายซึ่งเดี๋ยวนี้มีความละเอียดของภาพสูงขึ้นมาก แต่จะให้หานักถ่ายภาพที่มีฝีมือ สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างมืออาชีพ รู้หลักทฤษฎีของการถ่ายภาพต่างๆ เช่นเรื่องแสง เงา อารมณ์ของภาพ สไตล์ของภาพ ยังหาได้ยากอยู่ เรียกว่าที่ถ่ายกันทั่วไปจะเป็นมือสมัครเล่น ซึ่งนิยมถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกมากกว่า คนที่ยึดเป็นอาชีพหลัก โดยที่สามารถสร้างผลงานถ่ายภาพได้ออกมาอย่างมีคุณภาพนั้นยังเป็นส่วนน้อยอยู่ ฉะนั้นธุรกิจถ่ายภาพ จึงยังเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุน

บุคคลที่มีความชำนาญในการถ่ายภาพโดยใช้กล้อง อาจจัดได้ว่าเป็นศิลปิน เนื่องจากช่างภาพสามารถจัดวางองค์ประกอบที่จะปรากฏในรูปภาพก่อนลงมือถ่าย คล้ายกับวิธีของศิลปินวาดภาพทั่วไป แต่เป็นศิลปินที่วาดภาพด้วยแสง หรืออาจจะจัดเป็นเพียงแค่ช่างผู้มีความชำนาญเท่านั้น ช่างภาพจำเป็นต้องเข้าใจแสงและองค์ประกอบจึงจะสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและสวยงามได้ ซึ่งจะเกี่ยวกับทฤษฎีของแสงในฟิสิกส์โดยตรง แต่ช่างภาพนำคุณสมบัติของแสงมาประยุกต์ใช้ให้เป็นศิลปะได้ อาจมีวิธีในการนำเสนองานของตนที่แตกต่างกันไปตามความคิดและจินตนาการของตน

แวดวงของการถ่ายภาพนั้นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน จะเห็นว่าในอดีตเราใช้กล้องที่ใช้ฟิล์มเป็นสื่อบันทึกข้อมูล และพัฒนามาสู่ยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบันทึกข้อมูลแบบดิจิทัลบนแผ่นดิสก์ หรือสื่ออื่นๆ ทำให้กล้องถ่ายภาพในยุคดิจิทัลมีมากมายนับไม่ถ้วน และเป็นที่นิยมเป็นอย่างสูง ด้วยคุณลักษณะที่ใช้งานง่าย มีความรวดเร็ว สามารถบันทึกเป็นไฟล์ภาพบนสื่อบันทึกต่างๆ หรือถ่ายโอนเข้าคอมพิวเตอร์ นำมาใช้งานได้ทันที และประหยัดเพราะอาศัยอุปกรณ์บันทึกที่สามารถลบข้อมูล และนำมาใช้งานใหม่ได้ ทำให้วงการถ่ายภาพนี้ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวิธีการและเทคนิคใหม่ๆ

Painting เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจและนิยมเป็นอย่างมาก

การทำงานศิลปะเป็นเรื่องของความคิด ความพึงพอใจเฉพาะบุคคล

ศิลปินแต่ละคนมีสิทธิเขียนภาพจากสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือได้รับความบันดาลใจจากอะไรก็ได้ การเขียนภาพโดยมีที่มาจากภาพถ่าย จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งๆที่การเขียนภาพจากภาพถ่ายของศิลปินได้มีมานานแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ภาพถ่ายเป็นสื่อชักนำให้ศิลปินพยายามเลือกสรรเรื่องราว เนื้อหา และรูปแบบในการแสดงออกเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและภาวะแวดล้อมต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้น และในทำนองกลับกัน งานจิตรกรรมก็มีส่วนสร้างความบันดาลใจให้กับศิลปินช่างภาพและวงการศิลปะการ ถ่ายภาพด้วยเช่นกัน จะเห็นได้จากภาพถ่ายบางภาพมีลักษณะเหมือนงานจิตรกรรมมาก

ศิลปะเป็นงานอย่างหนึ่งที่ต้องการความแม่นยำในการสร้างงานสูง หากการวาดเส้นผิดพลาดไปเพียงเส้นเดียว หรือเลือกลงสีผิดไปก็อาจทำให้ต้องเริ่มงานกันใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นปัญหาในการทำงานศิลปะเป็นอย่างมาก ดังนั้นการวาดรูปหรือการสร้างสรรค์งานในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการสร้าง แก้ไข ลบ อย่างที่กล่าวไว้แล้วนั้นมาช่วยให้เราสามารถทำงานศิลปะได้อย่างง่ายดายและสนุกไปกับการสร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ

งานเพ้นท์ ถือได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งและอยู่ในขอบข่ายของงานจิตรกรรมที่มีลักษณะเป็นผลงานเป็นในทางที่สร้างสรรค์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่สื่อถ่ายทอด สร้างความสนใจ ด้วยสีน้ำ สีน้ำมัน หรือสีฝุ่น เขียนหรือระบายให้เป็นสื่อ เพื่อให้ผู้ดูมีความเข้าใจในทฤษฎีสีและการใช้สีโดยเฉพาะในเรื่องของสี นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่องานเพ้นท์เป็นอย่างมาก เนื่องจากวัสดุประเภทสีสามารถสัมผัสด้วยตา ดังนั้นสีย่อมมีอิทธิพลเหนือมนุษย์ทุกขณะ งานเพ้นท์เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจและนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงสินค้า การแสดงโชว์ต่างๆ ผู้ที่เพ้นท์จึงต้องมีความสามารถและความชำนาญเป็นอย่างมาก

จุดมุ่งหมายของศิลปินผู้สร้าง

ได้แก่ เป้าหมายที่จิตรกรต้องการให้จิตรกรรมสนองผลประโยชน์ทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น บรรยายด้านความเชื่อทางศาสนา บรรยายเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ และบรรยายประวัติความเป็นมาของมนุษย์ ซึ่งลักษณะรูปแบบก็มักจะคล้ายตามความต้องการของผู้อุปการะศิลปิน หรือพระมหากษัตริย์โดยตรง นอกจากนี้ยังสนองผลประโยชน์ทางด้านความคิดของศิลปินโดยตรง เช่น ใช้จิตรกรรมเป็นสื่อเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ตกแต่งฝาผนัง โบสถ์ วิหาร เป็นต้น หรือเพื่อเป็นแนวทางในการสั่งสอนคนรุ่นหลัง